แม่คู่หมั้นไล่ลูกสาวฉันให้อยู่ข้างนอกเพราะไม่ใช่ “ลูกหลานแท้ๆ” ก่อนปิดประตูใส่หน้า
แต่เธอต้องโทรมาอ้อนวอนกว่า 79 สายตอนเที่ยงคืนเมื่อเปิดซองจดหมายแล้วพบความจริงว่าฉันคือมหาเศรษฐีเจ้าของบ้านและเงินทั้งหมดในชีวิตพวกเธอ! บทที่ 1: ประตูที่ปิดตายและหยดน้ำตาของลูกสาว ลมหนาวค่ำคืนนั้นพัดมาปะทะผิวจนเย็นเยือก แต่ไม่มีอะไรจะเย็นเยือกไปกว่าหัวใจของคนเป็นแม่ที่ต้องเห็นลูกสาวตัวน้อยถูกเหยียดหยาม ฉันชื่อ “ลินดา” แม่เลี้ยงเดี่ยววัยยี่สิบแปดปี ฉันกำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องอาหารสุดหรูของคฤหาสน์ตระกูลวรโชติเมธี มือข้างหนึ่งของฉันโอบไหล่ “น้องมะลิ” ลูกสาววัยห้าขวบของฉันเอาไว้ มะลิสวมชุดกระโปรงสีขาวตัวเก่ง ในมือโอบกอดตุ๊กตาหมีตัวเก่าที่เธอตั้งใจจะเอามาอวด “คุณย่าคนใหม่” ของเธอ วันนี้เป็นงานเลี้ยงอาหารค่ำวันเกิดของ “คุณนายรสริน” แม่ของ “ภานุ” ผู้ชายที่เป็นคู่หมั้นของฉัน เราสองคนกำลังจะแต่งงานกันในอีกสองเดือนข้างหน้า ภานุบอกฉันเสมอว่าแม่ของเขาเป็นคนใจดีและพร้อมจะยอมรับมะลิเป็นหลานสาวแท้ๆ แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ทันทีที่เราเดินมาถึงหน้าประตูห้องอาหาร คุณนายรสรินในชุดผ้าไหมหรูหราเดินออกมาขวางหน้าประตูเอาไว้ สายตาของเธอมองต่ำลงมาที่มะลิด้วยความรังเกียจอย่างปิดไม่มิด ในขณะเดียวกัน ลูกๆ ของพี่สาวภานุซึ่งเป็นหลานแท้ๆ ของเธออีกสองคน วิ่งเบียดพวกเราเข้าไปข้างในห้องอาหารพร้อมกับถือถุงของขวัญแบรนด์เนมใบใหญ่ เสียงหัวเราะต้อนรับอย่างอบอุ่นดังแว่วออกมาจากข้างใน “เดี๋ยวก่อน ลินดา” คุณนายรสรินเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงของเธอเย็นชาและจิกกัด “ลูกสาวของเธอ… ให้รออยู่ข้างนอกห้องอาหารนี้เถอะนะ ให้คนใช้พาไปกินข้าวไข่เจียวในห้องครัวหลังบ้านก็ได้” ฉันอึดอัดจนหน้าร้อนผ่าว “คุณแม่คะ ทำไมล่ะคะ? วันนี้เป็นงานวันเกิดคุณแม่ และมะลิตั้งใจมาร่วมอวยพร…” “ลินดา พูดให้เข้าใจง่ายๆ นะ” คุณนายรสรินตัดบทพลางกอดอก “อาหารเย็นมื้อหรูหราค่ำคืนนี้ ฉันจัดขึ้นสำหรับ ‘ลูกหลานแท้ๆ’ สายเลือดของตระกูลฉันเท่านั้น คนนอกหรือเด็กที่ติดมาจากที่อื่น… ไม่สมควรเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะให้เสนียดมันติดเก้าอี้ราคาแพงหรอกจ้ะ” เมื่อสิ้นคำพูดนั้น คุณนายรสรินก็ดึงประตูปิดใส่หน้าพวกเราทันที เสียงลูกบิดประตูล็อกดัง “กริ๊ก” ราวกับสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจของฉัน ฉันก้มลงมองลูกสาวตัวน้อย มะลิน้ำตาไหลพราก … Read more