“วิวาห์ล่มกลางโบสถ์! เจ้าสาวโยนแหวนทิ้ง หลังไฮโซจับพ่อแม่ขังหลังเสา ประจานความใจดำระงับงานแต่งทันที!”

ตอนจบ: สิ่งที่ฉันทำหลังจากนั้น ทำเอาเงียบกริบกันทั้งงาน!

น้ำตาแห่งความโกรธแค้นไหลอาบแก้มที่เพิ่งแต่งเสร็จ ฉันไม่สนใจผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวหรือชุดแบรนด์เนมหรูหราอีกต่อไป ฉันสาวเท้าเดินดิ่งออกจากห้องพัก ตัดตรงไปยังท้ายโบสถ์ทันที

เมื่อพ่อกับแม่เห็นฉันเดินมา พวกท่านรีบลุกขึ้นลนลาน พยายามเอามือปัดๆ กางเกงและกระโปรงตัวเอง “น้องมายา… ออกมาทำไมลูก เดี๋ยวชุดเปื้อนหมด” พ่อพูดเสียงสั่น สายตาเต็มไปด้วยความเกรงใจ “พ่อกับแม่นั่งตรงนี้ดีแล้ว ไม่เกะกะใครหรอกลูก”

แม่รีบเสริมด้วยรอยยิ้มที่ฝืนเต็มที “ใช่จ้ะแม่ยอมรับว่าชุดแม่ไม่ค่อยสวย กลัวไปนั่งข้างหน้าแล้วจะทำให้อาร์ธอร์เขาอายเพื่อน… มายาไปเตรียมตัวเถอะลูก”

หัวใจของฉันเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก ฉันคุกเข่าลงบนพื้นปูนเย็นๆ ต่อหน้าพวกท่านทันที ไม่สนว่ากระโปรงหรูราคาแพงจะเปื้อนฝุ่น “พ่อคะ แม่คะ… ไม่มีใครในโลกนี้มีสิทธิ์ทำให้พ่อกับแม่ต้องรู้สึกแบบนี้” ฉันปาดน้ำตาให้แม่ แล้วจับมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักของทั้งคู่ไว้แน่น “ไปค่ะ… ไปข้างหน้ากับมายา”

ฉันจูงมือพ่อกับแม่ เดินฝ่ากลางทางเดิน (Aisle) มุ่งตรงไปยังหน้าแท่นพิธี เสียงรองเท้าส้นสูงของฉันและรองเท้าคัตชูราคาถูกของพ่อแม่ดังก้องไปทั่วโบสถ์ แขกเหรื่อในงานเริ่มหันมามองและกระซิบกระซาบ

คุณหญิงบีทริซที่เห็นฉันจูงพ่อแม่มา ถึงกับตาโต หน้าเขียวหน้าแดงด้วยความโกรธ หล่อนรีบลุกขึ้นเดินมาสกัดหน้าทันที แล้วกระซิบเสียงเข้มลอดไรฟัน “มายา! ทำบ้าอะไรของเธอ? พาคนพวกนี้มาข้างหน้าทำไม? รู้ไหมว่าแขกของฉันเป็นใครบ้าง! เอาพวกเขากลับไปนั่งที่เดิมเดี๋ยวนี้!”

อาร์ธอร์ เจ้าบ่าวของฉัน เดินตามมาสมทบ เขามองพ่อแม่ของฉันด้วยสายตาเหยียดหยามซ่อนไม่มิด “มายา ฟังคุณแม่เถอะ วันนี้วันสำคัญของเรานะ อย่าให้เรื่องแค่นี้มาพังงานเลย”

ฉันมองหน้าผู้ชายที่ฉันเคยรัก และผู้หญิงที่คิดจะมาเป็นแม่สามี… ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา

ฉันเดินไปที่แท่นพิธี คว้าไมโครโฟนจากมือของพิธีกรที่กำลังยืนอึ้ง เสียงของฉันดังกังวานผ่านลำโพงทุกตัวในโบสถ์ จนทุกสายตาจับจ้องมาที่ฉันเป็นตาเดียว

“สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่านค่ะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าทรงพลัง “ก่อนที่พิธีแต่งงานจะเริ่มขึ้น ฉันอยากจะแนะนำบุคคลที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉันให้ทุกท่านได้รู้จัก… นี่คือ พ่อบุญส่ง และ แม่สายใจ พวกท่านคือชาวนาธรรมดาๆ ที่ยอมขายควายตัวเดียวที่มี ยอมเอาที่นาผืนสุดท้ายไปจำนอง เพื่อส่งเสียให้ผู้หญิงยากจนคนนี้ได้เรียนจบ และยืนอยู่ตรงนี้ได้”

คนทั้งงานเงียบกริบ คุณหญิงบีทริซเริ่มหน้าถอดสี ส่วนอาร์ธอร์พยายามจะเข้ามาแย่งไมค์ แต่ฉันเบี่ยงตัวหลบ

“แต่เมื่อครู่นี้… เจ้าบ่าวของฉันและครอบครัวไฮโซของเขา กลับสั่งให้ออร์กาไนเซอร์เอาเก้าอี้พลาสติกงานวัด ไปตั้งไว้ที่มุมมืดที่สุดหลังเสาปูนท้ายโบสถ์ เพื่อซ่อนพ่อแม่ของฉัน ราวกับว่าพวกท่านเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เพียงเพราะกลัวว่าจะทำลาย ‘ภาพลักษณ์’ อันสูงส่งของพวกคุณ!”

เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที แขกหลายคนเริ่มหันไปวิพากษ์วิจารณ์ครอบครัวเจ้าบ่าว

“ในเมื่อครอบครัวของคุณมองว่าเกียรติยศและหน้าตาในสังคม มีค่ามากกว่าพระคุณของพ่อแม่… งั้นฉันก็ขอประกาศไว้ตรงนี้เลยค่ะว่า คนที่ไม่มีหัวใจและเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ของคนอื่นอย่างพวกคุณ… ไม่คู่ควรจะนับญาติกับครอบครัวของฉัน!”

ฉันหันไปหาอาร์ธอร์ที่ยืนหน้าซีดเผือด “อาร์ธอร์… งานแต่งงานนี้ ‘ยกเลิก’ ค่ะ! สินสอดทุกบาททุกสตางค์ที่เธอเคยให้ ฉันจะคืนให้ครบทุกบาท และต่อจากนี้ไป เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก!”

พูดจบ ฉันถอดแหวนเพชรเม็ดโตออกจากนิ้ว แล้วโยนมันลงบนพื้นแทบเท้าของอาร์ธอร์ เสียงเพชรกระทบพื้นหินอ่อนดังกริ๊ง ท่ามกลางความเงียบสงัดราวกับป่าช้าของคนทั้งโบสถ์ ไม่มีใครกล้าขยับตัว แม้แต่คุณหญิงบีทริซก็ยืนช็อกจนอ้าปากค้าง

ฉันหันกลับไปหาพ่อกับแม่ น้ำตาแห่งความโล่งอกไหลออกมา ฉันยิ้มให้พวกท่านอย่างภาคภูมิใจ

“กลับบ้านเรากันเถอะค่ะพ่อ แม่… กลับไปหาที่นาของเรา กลับไปอยู่กับศักดิ์ศรีของเราที่ไม่มีใครเหยียบย่ำได้”

ฉันกอดแขนพ่อและแม่ เดินหันหลังให้อนาคตจอมปลอมที่หรูหรา จูงมือพวกท่านเดินออกจากโบสถ์มุ่งสู่ประตูใหญ่ แสงแดดภายนอกส่องเข้ามาอย่างอบอุ่น ชุดเจ้าสาวราคาแพงอาจจะเปื้อนฝุ่นจนหมดราคา แต่ศักดิ์ศรีความเป็นลูกและความเป็นมนุษย์ของฉัน… วันนี้มันช่างงดงามและมีค่าที่สุดในชีวิต

Leave a Comment

Leave a Comment