ตอนจบ: พังทลาย
ข้อความสั้น ๆ จากตรีนาทำให้ฉันนิ่งสนิทไปหลายวินาที ฉันจ้องหน้าจอโทรศัพท์สลับกับแฟลชไดรฟ์บนโต๊ะของทนายเรเยส
‘เด็กในท้องไม่ใช่ลูกของมิเกล…’
“ลาร่า? ฟังอยู่ไหม? อย่าแส่หาเรื่องใส่ตัวเลย ยอมอยู่เงียบ ๆ แล้วฉันจะแบ่งเงินให้แกเดือนละหมื่น” เสียงมิเกลยังคงขู่แกมบังคับมาตามสาย โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าหมากบนกระดานนี้เปลี่ยนไปแล้ว
ฉันเหยียดยิ้ม “งั้นเหรอ… งั้นแกก็รอคุยกับทนายแล้วกันนะ มิเกล”
ฉันกดตัดสายทันที ก่อนจะหันไปหาทนายเรเยสและพี่มาร่าเพื่อเล่าเรื่องข้อความของตรีนา พี่มาร่าตาโตช็อคไปแวบหนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความสะใจ
“กรวดน้ำคว่ำขันให้พวกมันได้เลยลาร่า! อีแม่ผัวมหาภัยนั่นอยากได้หลานชายจนตัวสั่น ถึงขั้นไล่แกออกจากบ้านตอนตีสอง… สุดท้ายได้ลูกเสือลูกตะเข้ที่ไหนก็ไม่รู้มาสืบสกุล!”
ทนายเรเยสยิ้มอย่างมีเลศนัย “ดีเลยครับ ข้อความนี้จะเป็นชนวนระเบิดชั้นดี แต่ก่อนที่เราจะส่งระเบิดลูกนี้ไปบอมบ์บ้านนั้น… เราต้องจัดการเรื่องกฎหมายให้เสร็จก่อน”
ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง ทนายเรเยสเดินเรื่องอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่ออายัดทรัพย์สินถูกยื่นต่อศาลทันที หลักฐานแน่นหนาทั้งคลิปเสียงแอบวางแผนยักย้ายถ่ายเทสินสมรส และเส้นทางการเงินที่มิเกลแอบถอนออกไป ส่งผลให้ศาลมีคำสั่ง “อายัดทรัพย์สินทั้งหมด” ทั้งบ้าน รถ และบัญชีธนาคารของมิเกลและแม่เซเลียชั่วคราวเพื่อรอการไต่สวน
บ่ายวันต่อมา มิเกลเพิ่งกลับมาจากเซบู ทันทีที่เขาและแม่ก้าวเท้าเข้าบ้าน บัตรเครดิตถูกระงับ บัญชีธนาคารใช้งานไม่ได้ และมีหมายศาลมาแปะอยู่หน้าบ้าน
โทรศัพท์ของฉันแทบระเบิด มิเกลกระหน่ำโทรมามากกว่าห้าสิบสาย พอฉันกดรับ เสียงของเขาและแม่เซเลียก็กรีดร้องสลับกันมาตามสายราวกับคนบ้า
“แกทำอะไรลงไป ลาร่า?! อีลูกสะใภ้เนรคุณ! แกกล้าดียังไงมาอายัดบัญชีฉันกับลูก!” เสียงแม่เซเลียแผดลั่นจนแก้วหูแทบแตก
“ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมลาร่าว่าอย่าให้มีเรื่อง!” มิเกลตวาด “แกอยากให้ฉันพังน่ะเหรอ? เออ! ถ้าฉันพัง แกกับลูกก็ไม่ได้อะไรเลยเหมือนกัน!”
ฉันเปิดลำโพงให้พี่มาร่าและทนายเรเยสได้ยินพร้อมกัน “ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยมิเกล ฉันแค่ไปเอา ‘ของที่เป็นของฉัน’ คืน… อ้อ แล้วตอนนี้แกอยู่บ้านกับแม่แกใช่ไหม? อยู่กันพร้อมหน้าเลยใช่ไหม?”
“เออ! มีอะไร?!”
“ดี… ฉันส่งของขวัญชิ้นใหญ่ไปให้ หวังว่าจะชอบนะ”
ฉันกดส่งไฟล์ภาพหน้าจอที่ตรีนาส่งหาฉัน เข้าไปในแชทไลน์กลุ่มครอบครัวที่มีทั้งมิเกล แม่เซเลีย และญาติ ๆ อยู่ในนั้น พร้อมกับส่งต่อข้อความสารภาพของตรีนาไปให้มิเกลโดยตรง
ปลายสายเงียบกริบไปในทันที… ความเงียบที่น่ากลัวที่สุด
ฉันรู้จากข้อความเพิ่มเติมของตรีนาว่า เธอถูกมิเกลบังคับและหลอกลวงว่าจะทิ้งฉันมาแต่งงานด้วย แต่พอเธอรู้ว่ามิเกลและแม่เซเลียใจดำขนาดไล่เมียหลวงและลูกสาวแท้ ๆ ออกจากบ้านตอนตีสองอย่างไร้มนุษยธรรม ตรีนาก็เกิดความกลัวและรู้สึกผิด เธอบอกว่าเธอไม่อยากตกลงไปในนรกขุมนี้ และที่สำคัญ… เธอแอบไปไข่ทิ้งไว้กับแฟนเก่าก่อนจะมาคบกับมิเกลได้ไม่นาน ผลตรวจดีเอ็นเอคร่าว ๆ บอกชัดเจนว่าไม่ใช่ลูกมิเกล
“ไม่จริง… ไม่จริงใช่ไหมมิเกล?!” เสียงแม่เซเลียกรีดร้องลั่นมาจากปลายสาย คราวนี้ไม่ใช่ร้องใส่ฉัน แต่ร้องใส่ลูกชายตัวเอง “อีตรีนาพึ่งส่งผลตรวจมาให้แม่เมื่อกี้… ฮือออ ไม่จริง! มันหลอกเรา! มันหลอกเอาเงินเรา!”
ตามด้วยเสียงขว้างปาข้าวของและเสียงทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรงระหว่างแม่ผัวลูกชายที่ดังทะลุเข้ามาในโทรศัพท์ ก่อนที่ฉันจะกดวางสายไปอย่างไม่ใยดี
หนึ่งเดือนต่อมา…
ที่ศาลเยาวชนและครอบครัว มิเกลเดินเข้ามาในสภาพซูบผอม เบ้าตาดำคล้ำ ขอบตาร่วงโรยหมดคราบนักธุรกิจหนุ่มผู้ภูมิฐาน ส่วนแม่เซเลียที่เคยใส่ชุดดาสเตอร์ลายดอกไม้ยืนชี้หน้าไล่ฉัน ตอนนี้แต่งตัวซอมซ่อ นั่งรถเข็นเพราะความดันขึ้นสูงจนหน้ามืด ทรัพย์สินทั้งหมดถูกอายัด รถโดนยึด บ้านกำลังจะหลุด ทรัพย์สินที่แอบยักย้ายไปกลายเป็นหลักฐานมัดตัวในคดีฉ้อโกงและแบ่งสินสมรส
มิเกลคุกเข่าลงต่อหน้าฉันท่ามกลางสายตาของคนในชั้นศาล
“ลาร่า… ฉันขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว กลับมาเป็นครอบครัวกันเถอะนะ เห็นแก่มีอารดาลูกของเราเถอะ” เขาพยายามจะจับมือฉัน
ฉันชักมือกลับ เดินถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว มองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“ตอนที่แกกับแม่วางแผนไล่ฉันออกบ้านตอนตีสอง ให้เงินฉันแค่ 3,000 เปโซ ทิ้งลูกสาวแท้ ๆ วัย 4 ขวบให้ออกไปเผชิญโลกข้างนอกในชุดนอน… พวกแกเคยคิดถึงคำว่า ‘ครอบครัว’ ไหม?”
มิเกลร้องไห้โฮ “แต่ฉันเป็นพ่อของมีอานะลาร่า!”
“แกเป็นแค่คนให้กำเนิด… แต่แกไม่ใช่พ่อ” ฉันพูดเสียงเรียบและเด็ดขาด “จากนี้ไป ชื่อของแกจะอยู่แค่ในใบหย่า และเงินค่าเลี้ยงดูลูกที่ศาลสั่งเท่านั้น”
ผลการตัดสินของศาลออกมาเป็นไปตามคาด ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสทั้งหมดถูกแบ่งครึ่งอย่างถูกต้อง บ้านและรถถูกนำมาขายทอดตลาดเพื่อแบ่งเงิน และเนื่องจากมิเกลมีพฤติกรรมยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินและมีชู้ ศาลจึงสั่งให้เขาจ่ายค่าเสียหายทดแทนให้ฉันเป็นจำนวนเงินมหาศาล รวมถึงสิทธิ์ในการดูแลมีอารดาตกเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว
หกเดือนผ่านไป…
ฉันเปิดร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ ของตัวเองจากเงินส่วนแบ่งสินสมรสและเงินชดเชยที่ได้มา ชีวิตใหม่ของฉันกับมีอาช่างสงบสุขและมีความสุขในคอนโดอบอุ่นที่มีพี่มาร่าคอยแวะเวียนมาหาเสมอ
บ่ายวันหนึ่ง ฉันกำลังยืนดูมีอารดาวาดรูปหมาตัวเล็ก ๆ สีเหลืองอยู่บนโต๊ะ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พี่มาร่าส่งข่าวสารมาให้ฟัง
“ลาร่า รู้ข่าวพวกนั้นยัง? บ้านหลังนั้นโดนยึดไปแล้วนะ ตอนนี้มิเกลกับแม่ต้องย้ายไปเช่าห้องแถวแคบ ๆ อยู่แถวชานเมือง มิเกลโดนบริษัทบีบให้ออกเพราะเรื่องฉาวโฉ่ ส่วนอีแม่ผัวตัวดีก็นอนติดเตียงเพราะอัมพฤกษ์ แทบไม่มีเงินค่ายา สมน้ำหน้า… อยากได้ลูกชายสืบสกุลนัก สุดท้ายไม่เหลืออะไรเลย”
ฉันฟังแล้วยิ้มบาง ๆ ไม่ได้รู้สึกสะใจหรือสมเพชอีกต่อไป… เพราะพวกเขากลายเป็นเพียง ‘คนแปลกหน้า’ ในชีวิตของฉันไปแล้ว
ฉันวางโทรศัพท์ลง เดินเข้าไปสวมกอดลูกสาวตัวน้อยจากทางด้านหลัง
“แม่จ๋า ดูนี่ซิ มีอาวาดรูปแม่ พี่มาร่า แล้วก็มีอาด้วย!” เด็กน้อยชูภาพวาดระบายสีเทียนให้ดูด้วยรอยยิ้มสดใส
“สวยมากค่ะลูก… ต่อจากนี้ไป ครอบครัวของเราจะมีแต่รอยยิ้มนะค่ะ”
ฉันหอมแก้มลูกสาวแน่น ๆ ความทุกข์ทรมานในคืนวันนั้นตอนตีสอง… ได้หล่อหลอมให้ฉันกลายเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง และพร้อมที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่งดงาม โดยมีลูกสาวคนสำคัญที่สุดคนนี้อยู่เคียงข้างตลอดไป
Leave a Comment