จุดจบของตู้เอทีเอ็มมีชีวิต: ฉันอายัดบัตรเครดิตของอดีตแม่สามีทันทีที่เซ็นใบหย่า แล

คำตอกกลับสุดแสบที่ทำให้พวกเขาต้องมาพังประตูบ้านในอีก 12 ชั่วโมงต่อมา!

หมึกบนเอกสารใบหย่าเพิ่งจะแห้งสนิท แต่ความรู้สึกเป็นอิสระของฉันกลับเบ่งบานและชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก

ฉันชื่อ “พราว” ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉันทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างบริษัทออกแบบภายในจนประสบความสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ต้องทนรับบทบาทเป็น “ตู้เอทีเอ็มมีชีวิต” ให้กับ “นนท์” อดีตสามีที่ทำธุรกิจอะไรก็เจ๊งไม่เป็นท่า และ “คุณหญิงดารัตน์” อดีตแม่สามีผู้จมไม่ลงและเสพติดความหรูหรา

วินาทีที่ก้าวขาออกจากสำนักงานเขต สิ่งแรกที่ฉันทำเมื่อขึ้นมานั่งบนรถเบนซ์ส่วนตัว ไม่ใช่การร้องไห้ฟูมฟาย แต่เป็นการหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา เปิดแอปพลิเคชันของธนาคารระดับวิสดอม และกด “ยกเลิกบัตรเครดิตเสริม” ทุกใบที่ชื่อของคุณหญิงดารัตน์และนนท์ถือครองอยู่

ฉันยิ้มมุมปากอย่างสะใจ ก่อนจะขับรถกลับไปยังคฤหาสน์หรูซึ่งเป็นชื่อของฉันแต่เพียงผู้เดียว

สายเรียกเข้าแห่งความอัปยศ

บ่ายวันนั้น ในขณะที่ฉันกำลังจิบชาเอิร์ลเกรย์และเพลิดเพลินกับความเงียบสงบ โทรศัพท์ของฉันก็แผดเสียงร้องดังลั่น หน้าจอโชว์ชื่อของนนท์ อดีตสามีหมาดๆ ของฉัน ฉันปล่อยให้มันดังอยู่พักหนึ่งก่อนจะกดรับสายด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด

“พราว! นี่คุณทำบ้าอะไรลงไปฮะ?!” นนท์ตวาดลั่นมาตามสาย เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและอับอาย “คุณกล้าดียังไงไปอายัดบัตรเครดิตของแม่ผม! คุณรู้ไหมว่าแม่กำลังจ่ายเงินค่ากระเป๋าชาแนลคลาสสิกใบใหม่ที่บูทีค แล้วพนักงานก็บอกว่าบัตรถูกระงับ! แม่ผมต้องหน้าแตกต่อหน้าเพื่อนไฮโซของเขากี่คน คุณทำแบบนี้ได้ยังไง!”

ฉันได้ยินเสียงคุณหญิงดารัตน์โวยวายแทรกเข้ามาในสาย “นังพราว! นังเด็กเนรคุณ! แกทำให้ฉันกลายเป็นตัวตลก ปลดบล็อกบัตรเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความอดทนที่เคยถูกเก็บกดไว้มานานถึงห้าปี บัดนี้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์แบบ ฉันไม่ได้ขึ้นเสียง แต่ใช้น้ำเสียงที่เยียบเย็นและเด็ดขาดที่สุดเท่าที่เคยใช้มา

“ฟังให้ดีนะนนท์… ผู้หญิงที่กำลังแหกปากโวยวายอยู่นั่นคือ ‘แม่ของคุณ’ ไม่ใช่ ‘แม่ของฉัน’ “

นนท์ชะงักไปชั่วครู่เหมือนถูกตบหน้า แต่ฉันยังพูดไม่จบ

“เราหย่ากันแล้วเมื่อเช้านี้ หน้าที่การเป็นสปอนเซอร์ใจบุญของฉันมันจบลงแล้ว ถ้าแม่ของคุณยังอยากได้กระเป๋าชาแนลลายควิลท์จากฟิฟธ์อเวนิว หรืออยากจะกินหรูอยู่สบายต่อไปล่ะก็… พวกคุณก็ไปหาปัญญาจ่ายเงินกันเอาเองเถอะ เลิกทำตัวเป็นปลิงดูดเลือดฉันสักที!”

“พราว! คุณกล้าด่าแม่ผม…”

ติ๊ด.

ฉันกดตัดสายทันที และบล็อกเบอร์ของพวกเขาทั้งคู่ รวมถึงโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง โลกของฉันกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกที่หอมหวานและเบาสบายที่สุดในรอบหลายปี

การบุกรุกยามวิกาล

ทว่า… ความสงบสุขนั้นอยู่ได้ไม่ถึงสิบสองชั่วโมง

เวลาตีสองตรง ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงหมาในหมู่บ้านเห่ากรรโชก ตามมาด้วยเสียงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจากชั้นล่าง

ปัง! ปัง! ปัง!

“พราว! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ! ออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง!”

เสียงทุบประตูดังสนั่นจนบานประตูไม้สักแผ่นหนาแทบจะสั่นคลอน ฉันมองดูกล้องวงจรปิดผ่านไอแพด และเห็นนนท์กับแม่ของเขากำลังยืนอยู่หน้าประตูบ้าน นนท์พยายามบิดลูกบิดประตูอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่คุณหญิงดารัตน์ยืนกอดอกหน้าดำคร่ำเครียด

พวกเขาคงคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงหัวอ่อนคนเดิมที่แค่โดนขู่ตวาดนิดหน่อยก็จะยอมเปิดประตูให้และยอมจ่ายเงินเพื่อตัดรำคาญ

แต่พวกเขาคิดผิดมหันต์

ฉันไม่ได้เดินลงไปเปิดประตูด้วยความหวาดกลัว แต่ฉันกดปุ่มอินเตอร์คอม (เครื่องอินเตอร์คอมที่เชื่อมต่อกับลำโพงหน้าประตูบ้าน) และกรอกเสียงลงไปอย่างใจเย็น

“ถ้าพวกคุณยังไม่หยุดทุบประตูบ้านของฉัน ฉันจะกดปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉินให้ตำรวจและรปภ. หมู่บ้านมาลากคอพวกคุณออกไปเดี๋ยวนี้”

นนท์ชะงักเมื่อได้ยินเสียงของฉันหลุดออกมาจากลำโพง เขาก้าวเข้ามาใกล้กล้องวงจรปิด “พราว! คุณเปลี่ยนรหัสประตูรั้วทำไม! คุณรู้ไหมว่าผมกับแม่ต้องปีนรั้วเข้ามา! แล้วนี่มันอะไรกัน ทำไมคุณถึงเปลี่ยนรหัสบัตรคีย์การ์ดคอนโดที่ผมอยู่ด้วย!”

คุณหญิงดารัตน์แย่งพูดขึ้นมาบ้าง “นังพราว! แกไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้นะ! คอนโดที่ลูกชายฉันอยู่ก็ถือว่าเป็นสินสมรส! แกต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของพวกเราตามกฎหมายสิ!”

ฉันแค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพช

“กฎหมายเหรอคะ? คุณอดีตแม่สามีลืมไปแล้วหรือเปล่าคะ ว่าตอนที่เราแต่งงานกัน พวกคุณหัวหมอบังคับให้ฉันทำ ‘สัญญาก่อนสมรส’ (Prenuptial Agreement) เพราะกลัวว่าฉันจะมาเกาะลูกชายคุณกิน… สัญญาฉบับนั้นระบุชัดเจนว่า ทรัพย์สินใครก็เป็นของคนนั้น!”

ฉันเห็นหน้าของนนท์และแม่ของเขาซีดเผือดลงผ่านกล้องวงจรปิด

“บ้านหลังนี้ คอนโดที่นนท์เคยซุกหัวนอน รถทุกคัน และเงินทุกบาท เป็นชื่อของฉันตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ส่วนบริษัทของนนท์ที่คุณแม่ภูมิใจนักหนา มันล้มละลายไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และฉันก็เพิ่งถอนหุ้นออกมาหมดแล้วด้วย… ตอนนี้พวกคุณไม่มีอะไรเหลือเลยนอกจากเสื้อผ้าที่ติดตัว!”

“พ-พราว… ที่รัก” นนท์เริ่มเสียงสั่น น้ำเสียงเปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดกลายเป็นความอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา “คุณอย่าทำแบบนี้เลยนะ เรากลับมาคุยกันดีๆ เถอะ ผมไม่มีที่ไปจริงๆ แม่ผมก็แก่แล้ว คุณจะใจจืดใจดำไล่เราไปนอนข้างถนนเหรอ?”

“ใช่! ฉันจะไล่พวกคุณไปนอนข้างถนน!” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดไร้เยื่อใย “ตอนที่คุณแอบเอาเงินฉันไปเปย์ผู้หญิงคนอื่น คุณเคยสงสารฉันไหม? ตอนที่แม่คุณโขกสับและดูถูกเหยียดหยามฉันสารพัด พวกคุณเคยเห็นใจฉันไหม? ตอนนี้พวกคุณจะมาเรียกร้องหาความเมตตาอะไร?”

ฉันเห็นแสงไฟจากรถกอล์ฟของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านกำลังขับตรงมาที่หน้าบ้านของฉัน (ฉันกดเรียกพวกเขาตั้งแต่ตอนที่นนท์เริ่มทุบประตูแล้ว)

“รปภ. มาถึงแล้วค่ะ เชิญพวกคุณออกไปจากพื้นที่ส่วนบุคคลของฉันได้แล้ว อ้อ… แล้วก็อย่าลืมนะนนท์ พรุ่งนี้อย่าลืมไปหางานทำล่ะ จะได้มีเงินไปซื้อกระเป๋าชาแนลให้แม่คุณ โชคดีนะคะ”

ฉันปิดระบบอินเตอร์คอม ยืนมองหน้าจอไอแพดด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ เจ้าหน้าที่รปภ. สามคนเข้ามารวบตัวนนท์และคุณหญิงดารัตน์ที่กำลังโวยวายและดิ้นรน พวกเขาถูกหิ้วปีกออกไปจากรั้วบ้านของฉันอย่างทุลักทุเลและหมดสภาพความไฮโซที่เคยพยายามปั้นแต่งมาตลอดชีวิต

ฉันเดินกลับไปที่เตียงนอน ล้มตัวลงบนฟูกหนานุ่ม คืนนี้คงเป็นคืนที่ฉันจะหลับสนิทและฝันดีที่สุดในรอบหลายปี เพราะในที่สุด ปลิงร้ายที่เกาะกินชีวิตของฉันก็ถูกกำจัดออกไปอย่างถาวรเสียที.

Leave a Comment

Leave a Comment