ตอนที่ 2: จดหมายเหนือหมู่เมฆ (ต่อ)
“…แต่สำหรับหลาน… ผู้ที่เป็นสมบัติที่แท้จริงของปู่ ปู่ได้เตรียมสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แล้ว ทรัพย์สินที่แท้จริงของปู่ไม่ได้อยู่ในฟิลิปปินส์ แต่อยู่ที่ลอนดอน ทันทีที่เครื่องบินลงจอด หลานจงมองหาคนที่จะมารับหลาน แล้วหลานจะได้รู้ว่า ความจงรักภักดีและความกตัญญูที่หลานมีให้ปู่ มันมีค่ามากมายมหาศาลเพียงใด
ลาก่อนหลานรัก… ปู่รักหลานเสมอ — ปู่อเลฮานโดร”
ฉันพับจดหมายเก็บไว้ในกระเป๋าด้วยหัวใจที่เต้นรัว ในหัวเต็มไปด้วยความสับสน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจคือ คุณปู่ไม่เคยทอดทิ้งฉัน
ตอนที่ 3: คนขับรถของราชวงศ์และความลับสุดยอด
เมื่อเครื่องบินแลนดิ้งสู่ท่าอากาศยานฮีทโธรว์ กรุงลอนดอน ฉันเดินลากกระเป๋าออกมาที่โถงผู้โดยสารขาเข้า ท่ามกลางผู้คนมากมาย สายตาของฉันเหลือบไปเห็นชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลสีดำสนิท ดูภูมิฐานและสง่างาม เขากำลังยืนถือป้ายสีทองที่สลักชื่อของฉันไว้: “คุณเอเลียส”
เมื่อฉันเดินเข้าไปหา ชายคนนั้นโค้งคำนับฉันอย่างนอบน้อมทันที
“ยินดีต้อนรับสู่ลอนดอนครับ คุณเอเลียส ผมชื่อชาร์ลส์ เป็นคนขับรถส่วนตัวของคุณปู่ท่าน และเป็นตัวแทนจากราชวงศ์อังกฤษที่จะมารับคุณในวันนี้ครับ”
ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ราชวงศ์อังกฤษงั้นเหรอครับ? คุณปู่ของฉันเกี่ยวอะไรกับราชวงศ์?”
ชาร์ลส์ยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะผายมือเชิญฉัน “เชิญที่รถก่อนครับ แล้วผมจะเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง”
ข้างนอกสนามบิน มีรถยนต์คลาสสิกสุดหรู Rolls-Royce สีดำทะเบียนพิเศษของสำนักพระราชวังจอดรออยู่ เมื่อฉันก้าวขึ้นไปนั่ง ชาร์ลส์ก็เริ่มเปิดเผยความลับที่ทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ
“คุณปู่อเลฮานโดรไม่ใช่แค่พันล้านธรรมดาๆ ครับท่านอดีตเคยเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้ร่วมลงทุนลับให้กับกองทุนส่วนพระองค์ของราชวงศ์อังกฤษมานานกว่าสามสิบปี ทรัพย์สินที่ฟิลิปปินส์เป็นเพียงแค่เศษเงินที่ท่านสร้างไว้บังหน้าเท่านั้น”
ชาร์ลส์ส่งเอกสารหนังแท้ประทับตราครั่งสีแดงให้ฉัน เมื่อเปิดออกดู มันคือใบหุ้นของธนาคารยักษ์ใหญ่ในยุโรป โฉนดที่ดินปราสาทเก่าแก่ในอังกฤษ และบัญชีธนาคารสวิสที่มีตัวเลขเงินฝากสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท!) ทั้งหมดถูกระบุเป็นชื่อของฉันแต่เพียงผู้เดียว!
“คุณปู่สั่งไว้ว่า ทรัพย์สินทั้งหมดนี้จะตกเป็นของคุณทันทีที่คฤหาสน์ในฟิลิปปินส์ถูกยึด เพื่อความปลอดภัยของคุณจากความโลภของพ่อแม่ครับ” ชาร์ลส์กล่าว
ตอนที่ 4: ผลกรรมของผู้สูญสิ้น
หกเดือนต่อมา…
ขณะที่ฉันกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ในสวนของปราสาทส่วนตัวที่ลอนดอน โทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น เป็นสายจากพ่อของฉัน น้ำเสียงของเขาไม่ได้โอหังเหมือนในวันงานศพอีกต่อไป แต่เป็นเสียงที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“เอเลียส! ลูกรัก! ช่วยพ่อกับแม่ด้วย!” พ่อร้องไห้โฮผ่านสาย “พวกเราโดนโกง! บริษัทที่ปู่ให้มามันมีแต่หนี้เสีย คฤหาสน์และวิลล่าทุกหลังถูกธนาคารยึดหมดแล้ว ตอนนี้พ่อกับแม่ไม่มีที่อยู่และกำลังจะถูกฟ้องล้มละลาย! ลูกพอจะมีเงินส่งมาให้พวกเราบ้างไหม?!”
ฉันนิ่งฟังเสียงร้องห่มร้องไห้ของพวกเขาด้วยความเรียบเฉย นึกถึงภาพในวันนั้นที่พวกเขาหัวเราะเยาะฉันต่อหน้าโลงศพของคุณปู่
“ผมเตือนพ่อกับแม่แล้ว… ว่าอย่าละโมบ” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เงินน่ะผมมีครับ… มีมากกว่าที่พ่อคิดไว้มหาศาล แต่มันเป็นเงินของคุณปู่ และคุณปู่ก็สั่งไว้ชัดเจนว่า ไม่ให้เหลือเงินแม้แต่เซนต์เดียวให้กับคนที่ทรยศต่อความรักของท่าน”
“เอเลียส! ลูกจะใจดำแบบนี้ไม่ได้นะ! พวกเราเป็นพ่อแม่ของลูกนะ!” แม่แย่งโทรศัพท์มาหวีดร้อง
“วันที่พ่อแม่ไล่ผมออกจากประเทศ พ่อแม่ก็หมดความเป็นครอบครัวของผมแล้วครับ ขอให้โชคดีกับหนี้สินที่เลือกเองนะครับ”
ฉันกดวางสายและบล็อกเบอร์ทันที โดยไม่นึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย
คุณปู่พูดถูก… ความโลภได้นำทางพวกเขาไปสู่หายนะที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง ส่วนฉัน… ในฐานะทายาทที่แท้จริงของดอนอเลฮานโดร พร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะมหาเศรษฐีแห่งกรุงลอนดอน ภายใต้ร่มเงาแห่งความยุติธรรมที่คุณปู่ได้ปูทางไว้ให้
Leave a Comment