
เหรียญบนพื้นหินอ่อน
พวกเขาเรียกฉันว่า “ขยะ” เป็นแค่คนอาศัย บุญคุณไม่มีค่าอะไรเลย ขณะที่ฉันคุกเข่าอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ วิงวอนขอยาให้ลูกของฉันที่กำลังจะตาย
น้ำตาของฉันถูกหัวเราะเยาะ
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ คือในคืนนั้น ขณะที่พวกเขาฝังพ่อของตัวเองทั้งเป็นเพราะความโลภ พวกเขาก็กำลังขุดหลุมศพของตัวเองไปพร้อมกัน
นี่คือเรื่องราวของการลุกขึ้นของฉัน ไม่ใช่เพื่อแก้แค้นด้วยความรุนแรง แต่เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีและชีวิตที่พวกเขาได้ขโมยไปจากเรา
“เอาขึ้นมาให้หมด ทุกเหรียญเลย อีเลียนา เงินพวกนั้นมีค่าแค่นี้แหละในบ้านหลังนี้… ต่ำยิ่งกว่าฝุ่นใต้รองเท้าฉันเสียอีก”
เสียงแหลมของอิซาเบลาดังกรีดความเงียบของห้องรับแขกกว้างใหญ่ ราวกับกระจกแตกที่บาดอากาศจนขาดสะบั้น
ตามมาด้วยเสียงเหรียญกระทบพื้นหินอ่อนแวววาว กระจายไปทุกทิศทางราวกับเศษเสี้ยวของความหวังที่ถูกทำลาย
อีเลียนาไม่พูดอะไร
เธอค่อยๆ คุกเข่าลง ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะเธอต้องการเงินทุกเหรียญนั้น
มือที่ด้านและหยาบกร้านจากการขัดพื้นคฤหาสน์ตระกูลเด วิลลา สั่นเล็กน้อย ขณะก้มลงเก็บเหรียญทีละเหรียญอย่างเงียบงัน
ในใจของเธอ ไม่ได้ยินคำด่าทอของพี่สะใภ้เลย
สิ่งเดียวที่เธอได้ยินคือเสียงหายใจแผ่วเบาและหนักหน่วงของ “จุนจุน” ลูกชายวัยห้าขวบที่อยู่ในอีกห้องหนึ่ง ไข้ขึ้นสูงและต้องการยาปฏิชีวนะอย่างเร่งด่วน
ศักดิ์ศรีของเธอถูกกลืนกินไปนานแล้วด้วย “ความจำเป็น”
ถ้าการถูกมองว่าเป็นขยะคือหนทางเดียวที่จะช่วยชีวิตลูกได้ เธอก็พร้อมจะยอมรับมันโดยไม่ปริปากบ่น
บนโซฟา “มาร์โก” สามีของเธอนั่งสูบบุหรี่อย่างสบายใจ
เขาไม่ได้แม้แต่หันมามองเธอ สายตาจดจ่ออยู่กับโทรทัศน์ ราวกับร่างของภรรยาที่กำลังหมอบอยู่บนพื้นเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่ไม่สำคัญ
“อย่าไปตามใจมันมากนะ อิซาเบลา” มาร์โกพูดอย่างเฉยชา ขณะควันบุหรี่ลอยขึ้นช้าๆ
“เดี๋ยวมันจะคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ในเงินของเรา จำไว้ ฉันแต่งงานกับมันก็เพราะคำสั่งของพ่อเท่านั้น หนี้บุญคุณของตระกูลยากจนๆ นั่นแหละ”
ทุกคำพูดเหมือนเข็มที่ทิ่มลึกลงในหัวใจของอีเลียนา
แต่เธอยังคงเงียบ
เธอกัดริมฝีปากล่างจนรู้สึกถึงรสเลือด เพื่อกดกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา
เธอต้องเข้มแข็ง… เพื่อลูกของเธอ
เมื่อเก็บเหรียญสุดท้าย เธอลุกขึ้นช้าๆ ก้มหน้าแน่น มือกำเงินจำนวนเล็กน้อยไว้แน่น
เธอเดินไปยังห้องครัว เพื่อเตรียมโจ๊กให้ “ดอน อเลฮานโดร” ผู้เป็นปู่สามี และเป็นคนเดียวในบ้านหลังนั้นที่ยังมองเธอในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
ห้องของดอน อเลฮานโดรอยู่สุดทางเดินชั้นล่าง อากาศภายในอบอวลไปด้วยกลิ่นยาและความเก่า
ร่างของชายชรานอนนิ่งอยู่บนเตียง ซูบผอมจนแทบเหลือเพียงกระดูกและผิวหนัง หลังจากอาการเส้นเลือดในสมองแตกหลายครั้ง
แต่เมื่อเห็นอีเลียนา แววตาของเขาก็ยังมีแสงบางๆ ปรากฏขึ้น
อีเลียนานั่งลงข้างเตียงอย่างระมัดระวัง แล้วป้อนโจ๊กให้เขาทีละคำ
เธอสังเกตได้ทันทีว่าการหายใจของเขาหนักผิดปกติ
เขากินไม่หมด
กลับกัน มือที่สั่นของเขาค่อยๆ ยื่นมาจับมือเธอไว้แน่น
“อีเลียนา…” เสียงของเขาแหบพร่า
มืออีกข้างเขาล้วงบางอย่างออกมาจากใต้หมอน
นาฬิกาพกทองเก่าแก่—ของที่เขารักมากที่สุด
เขายัดมันใส่มือเธอ
“เก็บมันไว้…” เขาพูดเสียงแข็ง ทั้งที่กำลังหวาดกลัว
“เพื่อจุนจุน… แล้วหนีไปคืนนี้ พาลูกออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ยังจะทัน”
อีเลียนาชะงัก
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมชายชราถึงต้องไล่เธอออกจากบ้าน
ก่อนที่เธอจะทันถามอะไร เสียงหัวเราะจากห้องสมุดก็ดังลอดออกมา
ประตูห้องเปิดแง้มอยู่เล็กน้อย
“แน่ใจนะพี่?” เสียงอิซาเบลาดังขึ้น
“คนแก่เริ่มไม่ไหวแล้วนะ”
มาร์โกหัวเราะเบาๆ ขณะเสียงน้ำแข็งกระทบแก้วดังกร๊อบ
“พรุ่งนี้ตอนทนายมาขอให้เซ็นพินัยกรรมฉบับใหม่ เขาจะไม่มีใครเหลือให้ถามอะไรแล้ว”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เสียดายโลงที่สั่งไว้ แต่แบบนี้ดีกว่า… ไม่มีหลักฐาน ไม่มีศพ ไม่มีปัญหา”
“จบที่หลุมศพเลยก็พอ”
“อา เก็บมันขึ้นมา ทุกเหรียญเลย มันคือค่าของเธอในบ้านนี้ เอลิอานา ต่ำยิ่งกว่าฝุ่นใต้รองเท้าฉันอีก”
เสียงแหลมของอิซาเบล่าเหมือนเศษแก้วที่กรีดผ่านความเงียบของห้องโถงกว้าง พร้อมกับเสียงเหรียญกระทบพื้นหินอ่อนอย่างกระจัดกระจายราวกับเศษความหวังที่แตกสลาย
เอลิอานาไม่พูดอะไร เธอค่อย ๆ คุกเข่าลง ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะเธอต้องใช้ทุกเหรียญนั้นเพื่อชีวิตของลูกชายที่กำลังจะตาย มือที่หยาบกร้านจากการทำงานในคฤหาสน์เดอวิลล่าสั่นขณะเก็บเหรียญทีละเหรียญ
ในใจเธอไม่ได้ยินคำดูถูกของพี่สะใภ้ เธอได้ยินเพียงเสียงหายใจแผ่วเบาของจุนจุน ลูกชายวัยห้าขวบที่กำลังมีไข้สูง ต้องการยาปฏิชีวนะเพื่อเอาชีวิตรอด
ศักดิ์ศรีของเธอถูกกลืนกินไปนานแล้วด้วยความจำเป็น หากการถูกมองว่าเป็น “ขยะ” คือหนทางให้ลูกมีชีวิต เธอก็ยอม
จากโซฟา มาร์โก สามีของเธอนั่งสูบบุหรี่ไม่สนใจอะไรเลย แม้แต่ภรรยาที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้า เขายังไม่มอง
“อย่าให้มันเคยตัวนะ อิซาเบล่า” เขาพูดเนือย ๆ “ฉันแต่งงานกับมันก็แค่เพราะคำสั่งพ่อ ถือว่าใช้หนี้บุญคุณบ้านยากจนเท่านั้นแหละ”
ทุกคำพูดเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงหัวใจของเอลิอานา แต่เธอยังคงเงียบ เพราะลูกคือสิ่งสำคัญที่สุด
เมื่อเธอเก็บเหรียญครบ เธอลุกขึ้นแล้วเดินไปห้องครัวเพื่อเตรียมข้าวต้มให้ “ดอน อเลฮานโดร” ผู้เป็นพ่อสามี คนเดียวในบ้านที่ยังมองเธอเป็นมนุษย์
ห้องของดอน อเลฮานโดรอยู่ปลายทางเดิน กลิ่นยาและความเก่าอบอวลไปทั่ว เขานอนป่วยจนแทบเหลือแต่โครงกระดูก แต่เมื่อเห็นเอลิอานา ดวงตาก็ยังมีแสงบางอย่าง
เธอป้อนข้าวต้มให้เขาอย่างระมัดระวัง แต่เขาไม่กินมากนัก มือสั่น ๆ ของเขาจับมือเธอไว้
“เอลิอานา…” เขากระซิบพลางหยิบ นาฬิกาพกทองคำ ออกมาจากใต้หมอน แล้ววางลงในมือเธอ
“เก็บมันไว้… เพื่อจุนจุน… แล้วหนีไปคืนนี้ ออกไปจากที่นี่ก่อนจะสายเกินไป”
เอลิอานาสับสน แต่ก่อนจะถามอะไร ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของมาร์โกและอิซาเบล่าจากห้องสมุด
“แน่ใจนะ?” อิซาเบล่าพูด “คนแก่นั่นอ่อนแอแล้ว”
“พรุ่งนี้ไม่มีใครเหลือมาเป็นพยาน ไม่มีหลักฐาน ไม่มีศพ ไม่มีปัญหา” มาร์โกตอบ “ฝังมันซะ”
เลือดในตัวเอลิอานาเย็นเฉียบ
กลางดึก เธอเห็นรถตู้เคลื่อนออกจากคฤหาสน์ พร้อมร่างบางสิ่งที่ถูกห่อผ้า
รองเท้าของดอน อเลฮานโดรตกลงมา
พวกเขาฝังเขาทั้งเป็น…
PART 2: คำสาปยามเช้ามืด
“พ่อของตายแล้ว และเธอ ห้ามพูดหรือแสดงอารมณ์อะไรทั้งนั้น เข้าใจไหม?”
มาร์โกกระซิบในตอนเช้า ราวกับคำสั่งประหาร
งานศพถูกจัดขึ้นอย่างหรูหรา แต่เป็นเพียง “การแสดง”
โลงศพว่างเปล่า
ทุกคนหลอกโลกว่าเขาตายแล้ว
แต่เอลิอานารู้ความจริงทั้งหมด…
Leave a Comment